::   Home

.........................................................................

การได้มาซึ่งคัมภีีร์สุวรรณโคมคำ ในยุคนี้
.........................................................................

ปฐมาจารย์เกษตรเพชร นามเดิมท่านคือ พระอาจารย์มหาคารม
ได้รับการถ่ายทอดวิชชาสุวรรณโคมคำจากพระอาจารย์ธรรมบาล ที่ครูบาเกษตรเพชร
ท่านเรียกขานว่า
พระอาจารย์ใหญ่ ครูบาเกษตรเพชรเมื่อได้รับวิชชานี้มาแล้ว.....ได้นำ
มาทบทวน ศึกษา พัฒนาและเรียบเรียง..
อีกทั้งทดสอบวิชชาร้อยครั้งพันครั้งหมื่นครั้ง
จนเป็นที่แน่ใจว่าวิชชานี้........เป็นของเก่าของเดิมจริงและใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง
และสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนา และใช้พิสูจน์กฏแห่งกรรมได้อย่างดียิ่ง

สมัยเรียนปริญญาเอก...ครูบาเกษตรเพชรได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องปฐวีกสิณ
ท่านเป็นผู้มีความสามารถทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ และใช้ให้เกิดคุณได้จริง  
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  ครูบาเกษตรเพชรได้เป็นผู้รอบรู้ในปฐวีกสิณอย่าง
เอกอุมากท่านหนึ่งในสายสุวรรณโคมคำ


ท่านได้นำเอาปฐวีกสิณเข้ามาผนวกในวิชชาสุวรรณโคมคำ  ตามปณิธานของ
พระมหาเถระศรีศรัทธาจุฬามณีลงกาทีปมหาสวามี ผู้เป็นบูรพาจารย์องค์สำคัญในการสืบ
ทอดวิชชาสุวรรณโคมคำนี้ครูบาเกษตรเพชรได้เรียบเรียงสิ่งต่าง ๆ.....ในสุวรรณโคมคำ
ขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์อีกครั้ง ภายใต้หนังสือเรียนเล่มแรกของชาวสุวรรณโคมคำ
ในยุคนี้ ชื่อว่า สัตตาภิธรรมเบื้องต้น คัมภีร์สุวรรณโคมคำ
และใช้นามปากกาว่า ธัมมเสนา


............หลังจากครูบาเกษตรเพชรได้เรียนรู้จากพระอาจารย์ใหญ่ในปี
พ.ศ.๒๕๔๕ ถัดขึ้นไปเพียงปีเดียวเท่านั้น.............  ครูบาเกษตรเพชร
ก็ไำด้วิชชาเก่ากลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง............ทำให้ครูบาฯ มั่นใจพอที่
จะถ่ายทอดวิชชาให้สืบทอดต่อไปน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖
ท่านจึงได้เปิดสอนวิชชาสุวรรณโคมคำ
และท่านได้ก่อตั้ง ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำขึ้นในปี ๒๕๔๗
จึงเห็นได้ว่าชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำถูกจัดตั้งขึ้นโดยครูบาเกษตรเพชร
นับได้ว่า วิชชาสัตตาภิธรรมได้ถูกพลิกฟื้นให้ถือกำเนิดอีกครั้ง
เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมหาชนรุ่นหลังต่อไป

 

ต่อมาในปี ๒๕๔๗ มีผู้ศรัทธาถวายที่ดินแปลงหนึ่งแก่ใน จ.พิษณุโลก
ที่เรารู้จักกันดีคือ ธรรมสถานสุวรรณาา อ.หินลาด จ.พิษ
ณุโลก
ครูบาฯ จึงจัดตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อรองรับแผ่นดินสุวรรณโคมคำ พิษณุโลกนี้

มูลนิธิสุวรรณโคมคำ จึงถูกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๘
ด้วยความวิริยะิอุตสาหะของครูบาเกษตรเพชรที่เดินทางขึ้นลง
กรุงเทพ-พิษณุโลก เพื่อพลิกฟื้นพัฒนาแผ่นดินที่เป็นผืนหญ้าป่ารก
ไกลปืนเที่ยงและเกษตรอินทรีย์นั้นให้อุดมสมบูรณ์พอที่จะทำให้
สปก. อนุมัติ โอนเป็นที่ดินของมูลนิธิฯ ได้
ทั้งนี้ต้องพัฒนา ๔
ปีโดยไม่ใช้สารเคมี

จึงเห็นได้ว่า ทั้งการค้นคว้า เผยแพร่วิชชา ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ
และมูลนิธิสุวรรณโคมคำรวมถึงธรรมสถานสุวรรณาภา
ได้ถูกจัดตั้งขึ้นและถูกสร้างโดยครูบาเกษตรเพชร

====================================================

ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ

ปฐมาจารย์1 เกษตรเพชร ( พระอาจารย์มหาคารม อุตตมปัญโญ - เกิดมี )
เป็นอาจารย์ผู้บากบั่น ทุ่มเท ค้นคว้าทดลองและเรียบเรียงสุวรรณโคมคำออกมาจนเป็น
รูปธรรมชัดเจนใช้ประโยชน์ได้จริง....และสอดคล้องกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
มีคุณประโยชน์เอนกอนันต์แก่มหาชนและสรรพชีวิต..... ท่านเป็นผู้ก่อตั้งชมรมศิษย์ ,
มูลนิธิ ( กรุงเทพฯ ) และธรรมสถาน ( พิษณุโลก ) 
ท่านเป็นผู้บุกเบิกวิชชา .........ก่อตั้งองค์กร จัดทำโครงสร้าง ทำหลักสูตร 
บอกสอน ถ่ายทอดวิชชา ประสิทธิ์ หาทุนรอน เผยแพร่ ก่อสร้าง พัฒนา นำพา 
สร้างวิชชา สร้างบุคลากร สอน / สร้างครู  ( เป็นครูของครูสอนสุวรรณโคมคำ ) 
บัญญัติศัพท์ (เช่น สัตตาภิธรรม, กรรมจักร ฯลฯ )

จัดวิชชาออกเป็นหมวดหมู่ ( เช่น โหราศาสตร์แนวพุทธ , กสิณกรรมฐาน , สมาธิ
และสมุนไพรรักษาโรค เป็นต้น ) ฯลฯ  
สรุปก็คือ ท่านนั่นแลเป็นผู้ค้นคว้า พัฒนา สร้างทำ  และเสียสละถ่ายทอด บอกสอน 
ประสิทธิ์สรรพสิ่งของสุวรรณโคมคำ มาทั้งส่วนที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม 

พวกเราทั้งหมดเดินตามท่านมาร่วมเป็นชาวสุวรรณโคมคำ.....พวกเราชาวสุวรรณโคมคำ
ทั้งหลายล้วนกำเนิดในความเป็นสุวรรณโคมคำได้ด้วยมือของท่าน ด้วยสติกำลังของท่าน 
ท่านเป็นเสมือน “ บิดา ”( ปฐมาจารย์ ..ของพวกเราชาวสุวรรณโคมคำทั้งหลาย 

เมื่อก่อน ท่านรู้ว่าเรายังเป็นเด็ก (ในสุวรรณโคมคำ) ยังอ่อนด้อยทั้งวิชชา สติปัญญาและ
คุณธรรม ท่านจึงเพียรสอนย้ำย่ำฐาน สร้างทำร่ำไป จนกว่าพวกเราจะเติบใหญ่มีศักยภาพ 
มีสติปัญญาและทรงคุณธรรมเพียงพอที่จะทรงวิชชาขั้นสูงๆขึ้นไปเสียก่อน จึงจะถ่ายทอด
วิชชาขั้นต่อๆไปให้

แต่อยู่มาวันหนึ่ง คนสุวรรณโคมคำกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งอดทนต่อ “ความอยาก” ของตัวเอง
ไม่ได้เลยหาเรื่องใส่ความเท็จ แอบปลดท่านออกจากตำแหน่งประธานองค์กรเพื่อยึดครอง
เป็นของๆตนและพวกพ้อง. ท่านก็ไม่สนใจจะเอาเรื่องหรือถือสาอะไร
กับความอยากของคน
เพราะสงสารคนเหล่านั้น( ก็ลูกศิษย์ท่านทั้งนั้น ), เดี๋ยวจะติดคุกกันซะหมด แต่................
คนเหล่านั้นกลับย่ามใจในความเมตตาของพระอาจารย์ 

และก่อเรื่องจนร้ายแรงขึ้นกว้างขวางขึ้น พาลจะฮุบเอาสุวรรณโคมคำทั้งหมด พยายาม
ปล่อยข่าวเท็จทำลาย ฯลฯ จนกระทบกระเทือนไปทั่ว จนพระอาจารย์เห็นว่าสิ่งนี้เกิดผล
เสียหายมากต่อส่วนรวม จนท่านต้องออกมาสยบปัญหานี้

พวกนั้นพอภัยมาถึงตัวก็เดือดร้อนวุ่นวายฟูมฟายยกมือไหว้วิงวอนออดอ้อน.......... ร้องขอ
ความเมตตาจากพระอาจารย์ สารภาพผิดและขอโทษ( ด้วยวาจา ) และขอร้องว่าอย่าให้..
เขาต้องขอโทษเป็นลายลักษณ์อักษรเลยเดี๋ยวพวกเขาจะติดคุกกันหมด
พวกเขา ( ไม่ว่าพระหรือฆราวาส ) รับปากว่า

 

เมื่อได้รับการอภัยได้รับโอกาส แล้วจะออกไปสยบปัญหาวุ่นวาย  ที่เกิดขึ้น
ด้วยความสำนึกด้วยการสารภาพผิดว่า เรื่องทั้งหมดนั้นพระอาจารย์ถูกใส่ความ
ด้วยเรื่องเท็จ แท้ที่จริงแล้วพระอาจารย์ไม่ได้ทำผิดและไม่ได้มีความผิดอะไรใดๆ
ตามข่าวที่ถูกกระพือไป 
เมื่อพระอาจารย์เห็นพวกเขาทุกข์ทรมานทุรนทุรายเช่นนั้นก็สงสาร ผนวกกับเห็น
พวกเขารับปากรับคำมั่นเหมาะเช่นนั้น ก็เลยยอมให้อภัย แต่ก็ได้ทำบันทึกข้อตกลง
ในศาลไว้เป็นหลักประกันนับสิบ ๆ ข้อ 
เช่น.. ให้พวกเขาเอาเงินทำบุญผ้าป่าบ่อบาดาลแท็งก์น้ำที่พระอาจารย์และหมู่ศิษย์
บอกบุญมาครบจำนวนแล้วและเอาเข้าไว้ในบัญชีขององค์กรครบถ้วนแล้วและสร้าง
บ่อบาดาลแท็งก์น้ำเสร็จสมบูรณ์ดีแล้วนั้นออกมาจ่ายผู้รับเหมาเขาซะให้ครบ 
เพราะ
เป็นเงินทำบุญบริสุทธิ์และเจาะจงสร้างบ่อบาดาลแท็งก์น้ำโดยเฉพาะ 
อย่าให้ขาดตกบกพร่องหรือผิดวัตถุประสงค์ได้(เพราะพวกนั้นแอบไปอายัดบัญชีไว้)
ไม่เช่นนั้นจะเป็นบาปมหันต์ ฯลฯ พวกเขาก็ตกลงรับปากรับคำต่อหน้าศาลและเซ็น
รับรองข้อตกลงเหล่านั้นไว้ด้วยดี พระอาจารย์จึงยอมยกโทษให้และยุติกระบวนการ
ทางกฎหมาย

พวกคนพาลเมื่อเป็นอิสระจากคดีแล้ว กลับเห็นการให้อภัยให้โอกาสด้วยเมตตาของ
พระอาจารย์เป็นความโง่เขลา เป็นการหลงกลลวงของพวกตนแล้ว.. และได้กลับทำ
ตรงข้ามกับที่รับปากไว้ชนิดฟ้ากับเหว .เช่น บอกผู้คนว่าพระอาจารย์ยอมสารภาพรับ
ผิดแล้ว  พระอาจารย์ขอโทษพวกตนในศาลแล้ว พวกตนชนะแล้ว.. ให้พากันมาโหม
ระดมตามทำลายพระชั่วนี้ให้สิ้นซากเด็ดขาดไป ..................อย่าให้กลับเป็นภัยแก่
พระพุทธศาสนาและสุวรรณโคมคำได้
(แท้จริงแล้วเพื่อระดมฆ่าปิดปากพระอาจารย์ซะ ความจริงจะได้ไม่ถูกเปิดเผย
ตลอดกาลและพวกเขาจะได้ฮุบเอาสุวรรณโคมคำทุกส่วนให้หมด)
จึงได้ระดมตามทำลายพระอาจารย์ทุกวิถีทางไปในทุกที่ โดยไม่สนใจถูกผิดดีชั่วอะไร
ใดๆทั้งสิ้น สร้างเรื่องเท็จ/ อกุศลไว้อีกนับไม่ถ้วน รวมถึงย่ามใจประพฤติอกุศล/......
หลอกลวง / โกงกินสุวรรณโคมคำหนักขึ้นไปอีกๆชนิดไม่อายฟ้าอายดิน ลืมสิ้นว่าตน
เป็นชาวพุทธ/ เป็นผู้ห่มผ้าเหลือง

รวมถึงไม่ใส่ใจประพฤติตามข้อตกลงในศาลใดๆด้วย.......... และกลับทำตรงกันข้าม
อย่างไร้ความละอาย......... ไร้ความรับผิดชอบ/ สำนึกใดๆต่อส่วนรวมและผู้คน เช่น
ไม่เอาเงินบริสุทธิ์ที่ชาวสุวรรณโคมคำและชาวพุทธบริจาค................เจาะจงสร้าง
แท็งก์น้ำบ่อบาดาลมานั้น ไปจ่ายตามข้อตกลง.........โดยอ้างว่า ไม่มีเงินเหลือแล้ว
(แล้วเงินหายไปไหน) ให้บริษัทมาถอดถอนและขนแท็งก์น้ำกลับไปซะ.................
ไม่ขอจ่ายเงินอะไรให้ทั้งสิ้น ฯลฯ....... ไม่เว้นแม้แต่เงินทุนจดทะเบียนก่อตั้งองค์กร   
ก็ถูกพวกคนพาลพร่าผลาญเอาไป ....................ซึ่งเป็นการผิดกฎขององค์กรและ
ผิดกฎหมายอย่างรุนแรง ฯลฯ

พระอาจารย์ท่านเตือนแล้วเตือนอีกนับครั้งไม่ถ้วน ฯลฯ......... พวกคนพาลก็ไม่ฟัง 
พระอาจารย์ท่านจึงจำเป็นต้องดำเนินคดีแก่พวกคนพาล เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
และก่อความเดือดร้อนหลอกลวงชาวสุวรรณโคมคำ....และประชาชนโดยส่วนรวม
ให้เสียหายไปมากกว่านี้ ที่ผ่านมาพระอาจารย์ท่านไม่อยากให้เรื่องของคน.........
สุวรรณโคมคำกลุ่มเล็กๆ ที่หลงผิดนี้ กระจายเปิดเผยกระเพื่อมออกไป ....จะสร้าง
ความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ของสุวรรณโคมคำทั้งปวงได้ จึงพยายามนิ่ง  และแก้
ปัญหาอย่างสงบเป็นการภายใน    แต่เมื่อคนพาลไม่หลงเหลือสำนึกผิดชอบชั่วดี
และยังดื้อดึงก่อปัญหาให้ขยายวงกว้างออกไปโดยไม่คำนึงถึงส่วนรวมใดๆ
เพียงเพื่อรักษาหน้าและความอยู่รอดของตน พระอาจารย์จึงต้องออกมาแสดง
ความรับผิดชอบ(เพราะคนพวกนั้นเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ทั้งนั้น)  ด้วยการ
ฟ้องร้องพวกคนพาลไว้แล้วหลายคดี ทั้งแพ่งและอาญาเพื่อเป็นการตักเตือน เช่น 
คดีละเมิด , คดียักยอก , คดีปลอมแปลงเอกสาร เป็นต้น 
หากพวกคนพาลยังไม่ยอมหยุดก่ออกุศลกรรม.......และคืนองค์กรให้กลับมาอยู่ใน
สายขาวแล้ว พระอาจารย์ก็จำเป็นจะต้องฟ้องคดีหนัก ๆ... ที่ทางกฎหมายเรียกว่า 
“อาญาแผ่นดิน” (ซึ่งมีโทษร้ายแรงมาก) สำทับเข้าไปอีกหลายคดี  เช่น คดีแจ้ง
ข้อมูลเท็จต่อราชการเป็นต้น เพื่อเป็นการจัดการกับปัญหาเรื้อรังของสุวรรณโคมคำ
นี้ให้สิ้นซากไปเสียที

โดยปัจจุบันคดีที่ฟ้องไปในอันดับแรก ๆ.. มีความคืบหน้าออกมาชัดเจนแล้วว่า 
การที่คนพาลแอบอ้างใส่ความเท็จแก่พระอาจารย์อย่างร้ายแรงแล้ว............อ้างว่า 
คณะสงฆ์วัดยานฯ ตั้งอธิกรณ์ไต่สวนครบถ้วนตามกระบวนการแล้วมีมติสงฆ์ให้(จับ)
พระอาจารย์สึกด้วยอาบัติ “ปฐมปาราชิก” เมื่อวันที่ ฯลฯ 
ดังมีสลักหลังหนังสือสุทธิของท่านเป็นหลักฐานนั้นเป็นเท็จ

เพราะบัดนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง ( รวมถึงถูกแอบอ้างว่าเกี่ยวข้อง ) 
กับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันหมดแล้วว่า  พระอาจารย์ไม่ได้มีความผิด
หรือเป็นอาบัติอะไร .......และพวกเขาก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น / เกี่ยวข้องอะไรกับการใส่ความ
ที่เกิดขึ้นกับพระอาจารย์เลย ไม่เคยมีอธิกรณ์ ไม่มีมติสงฆ์ หรือสลักหลังหนังสือสุทธิ ฯลฯ 
อะไรทั้งสิ้น เรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น พวก
คนพาลล้วนกุข่าวกันขึ้นมาเอง
และแอบอ้างเอาเองทั้งนั้น
ดังมีหนังสือรับรองยืนยันของหลวงพ่อเจ้าคณะเขต 
และหลวงพ่อเจ้าอาวาสที่ปฏิเสธเรื่องแอบอ้างนี้เป็นหลักฐานชัดแจ้งแล้ว 
ที่จริงความคืบหน้าในศาลชัดเจนหมดแล้ว 


ล่าสุด กรรมการบางคนที่ถูกอ้างว่าเข้าร่วมประชุม(แอบ)ปลดพระอาจารย์
โดยมีองค์ประชุมครบตามระเบียบข้อบังคับขององค์ก.....รและอยู่กันพร้อมหน้า 
ซึ่งได้มีมติให้ปลดพระอาจารย์ออกอย่างเป็นเอกฉันท์ .........เพราะพระอาจารย์
ชั่วร้ายสารพัดนั้น............... ก็ทำหนังสือส่งมายืนยันต่อศาลอย่างเป็นทางการ
ชัดเจนแล้วว่า เขาไม่เคยรู้ ........ไม่เคยเข้าร่วมประชุมหรือมีมติอะไรที่ว่านั้นแต่
อย่างใด พวกคนพาล(ที่ก่อเรื่อง)โกหกกันเอาเองทั้งนั้น.......... เป็นการกระทำ
ที่มิชอบและขัดต่อกฎระเบียบขององค์กร แล้วยังทำมติเท็จและ....................
ทำเอกสารเท็จไปยื่นราชการ (หลอกลวง) เพื่อปลดพระอาจารย์อีก...............
ผิดกฎองค์กร  ผิดหลักราชการ ผิดกฎศีลธรรม ฯลฯ 
มีโทษร้ายแรงทางกฎหมายและทำลายทุกสิ่งของชาวสุวรรณโคมคำ 
อันเป็นสมบัติทรงคุณค่าของชาวพุทธ ฯลฯ

เท็จทั้งนั้น เรื่องวัดยานฯที่เขาอ้างถึงก็เท็จ เรื่องการประชุม การลงมติขององค์กรก็เท็จ
เรื่องกุข่าวใส่ความว่าพระอาจารย์ฮุบเงินสร้างแท็งก์น้ำบ่อบาดาล.... พระอาจารย์ขโมย
เงินทุนจดทะเบียน พระอาจารย์ชั่วร้ายสารพัดฯลฯ ก็เท็จทั้งสิ้น(ที่จริงพวกเขาต่างหาก
เมื่อได้ครององค์กรแล้วกลับฮุบเงินแท็งก์น้ำฯและขโมยเงินทุนจดทะเบียนฯลฯ
ขององค์กรไปเสียเองฯลฯ) ข้อมูลหลักฐานความเป็นจริงฯลฯของเรื่องต่างๆ เหล่านี้
ถูกเปิดเผยออกมาชนิดไร้ข้อกังขาแล้วในศาล 

พระอาจารย์ท่านก็จำเป็นต้องทยอยฟ้องพวกนั้นเพิ่มขึ้นทีละคดีๆ 
(ตามข้อมูลหลักฐานการทำชั่วของพวกเขาที่มีอยู่อย่างมหาศาล และมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ
ซึ่งตอนนี้พวกคนพาลหมดทางสู้ทุกทางแล้ว.........เพราะจำนนต่อหลักฐานจนหมดสิ้น 
ขืนสู้ก็ต้องติดคุกยกแก๊งกันหมดแน่ๆ).... เพื่อให้องค์กรถูกมอบกลับคืนมาอยู่ในสายขาว 
จะได้จบเรื่องกัน(อย่างสันติ)ซะที............. เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นพระอาจารย์จะยกโทษ
ให้คนพาลเหล่านั้นและยุติคดี 
แต่พวกเราชาวสุวรรณโคมคำไม่เห็นด้วยที่จะยกโทษให้คนเหล่านั้น ขอให้พระอาจารย์
ดำเนินคดีทั้งหลายให้ถึงที่สุดเพื่อดำเนินการไต่สวนเปิดโปง  และนำคนผิดมาลงโทษ
ให้หมด มิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป และส่วนรวมจะได้สงบสุขอย่างยั่งยืน

พวกศิษย์พาลกลุ่มนี้พยายามขจัดพระอาจารย์ (ของตัวเอง) ทุกวิถีทาง เพราะพวกเขา
ได้วิชาไปแค่ผิวเผินจึงต้องแอบอ้างสร้างภาพสารพัด....... พยายามบิดเบือนหาว่าเขา
ลอกเลียน ฯลฯ .............ทั้งๆที่พวกตัวเองแลเป็นศิษย์เขา เรียนจากเขา.......ใช้วิชชา 
ใช้ผลงานการค้นคว้า/ สร้างทำของเขา แต่เพราะ..................................................
พวกคนพาลรู้แน่ชัดว่า ตราบใดที่พระอาจารย์ผู้ค้นคว้า.............ผู้เรียบเรียง ผู้ทรงวิชา 
ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของแท้ยังอยู่ พวกเขาก็ฮุบสุวรรณโคมคำไม่ได้แน่ จึงพยายามกำจัด
พระอาจารย์อย่างสุดกำลังทุกวิถีทาง

ปฐมาจารย์เกษตรเพชร....... ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง สร้างทำ นำพา ทั้งวิชชา
และองค์กรสุวรรณโคมคำทั้งหมด (ชมรมฯ , มูลนิธิ , ธรรมสถาน)มากับมือ 
ด้วยบารมีอันสั่งสมมาและมหาปณิธานอันมุ่งมั่นเพื่อมหาชนและสรรพชีวิต
แม้จะถูกศิษย์พาลใส่ความแย่งชิงองค์กรไปบางส่วน

ท่านก็ยังคงบำเพ็ญบารมีและเผยแผ่วิชชาอย่างมุ่งมั่นตามปกติ  รู้ชื่นตื่นเบิกบาน
ในธรรมสม่ำเสมอ พรั่งพร้อมด้วยปัญญาและเมตตามิเว้นวาย ท่านยังคงประสิทธิ์
บอกสอนวิชชาสุวรรณโคมคำเป็นประจำที่ชมรมศิษย์ฯ เหมือนกิจวัตรที่เคยทำมา
ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง 

( ชมรมฯถูกท่านก่อตั้งขึ้นมาเป็นอันดับแรกก่อน....ภายหลังท่านจึงก่อตั้งมูลนิธิ
และธรรมสถานขึ้นตามมา แต่ก็โดยการบริหาร อุ้มชู สนับสนุน พัฒนา สร้างทำ
โดยตัวท่านและชมรมฯ มูลนิธิและธรรมสถานยังพึ่งตัวเองไม่ได้...........ชมรมฯ
และพระอาจารย์เป็นเสาหลักในการบริหารเผยแผ่พัฒนา.........สร้างทำองค์กร
วิชชามาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้)

ปัจจุบันพระอาจารย์ท่านก็ยังคงเป็นผู้สร้าง/ ผู้คัดเลือกครูบาอาจารย์ 
ผู้มีศักยภาพและคุณถึง ( มีคุณสมบัติ มีคุณธรรม ฯลฯ ) และดูแลการ
เรียนการสอนตามปกติ............ แถมในปัจจุบันท่านยังถ่ายทอดบอก
สอนวิชชาขั้นสูงๆขึ้นไปกว่าแต่ก่อนอีกด้วย  
เพราะครูบาอาจารย์รุ่นปัจจุบันมีความอดทนแข็งแกร่ง...........
มีสติปัญญาบารมี  สัตย์ซื่อถือคุณธรรม  มีคุณสมบัติ. และศักยภาพ
สูงกว่าแต่ก่อนมาก สามารถรองรับวิชชาได้โดยกิเลสไม่กำเริบ

พวกเราชาวชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำรู้สึกภูมิใจมาก  และรู้สึกว่าพวกเราโชคดีมาก 
ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา.......... และมีใจน้อมนำมาศึกษาปฏิบัติ
ในพุทธธรรม นำพามาพานพบเป็นศิษย์ปฐมาจารย์แห่งสุวรรณโคมคำผู้ล้ำปัญญา 
ทรงคุณธรรม นำพาสั่งสมบำเพ็ญบารมี พวกเราชาวชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ
พร้อมที่จะสร้างทำบำเพ็ญ
คุณงามความดี สร้างสมบารมีธรรมให้ยิ่งๆขึ้นไปและประกอบในกตัญญูกตเวทิตา
กุศลสัมมาทิฏฐิเสมอ ดังที่พวกเราได้ร่วมเสียสละ 
สร้างทำทั้งวิชชาและองค์กรสุวรรณโคมคำทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ 
และตลอดไปด้วยบารมีธรรมและปีติสุขอันอุดม

ระหว่างนี้พระอาจารย์ท่านก็เผยแผ่สุวรรณโคมคำอยู่เป็นปกติสุข ( ในธรรม ) 
มิได้เนิ่นช้าอะไรแต่ประการใด เพราะช่วงที่ผ่านมาท่านได้ค้นพบ........................
สุวรรณโคมคำ 16 ศาสตร์ ( โสฬส ) แล้ว และยังค้นพบรอยพระบาทของสมเด็จฯ 
(บูรพาจารย์)ที่ประทับไว้บนก้อนหิน ........เพื่อเป็นอนุสสติและเป็นประวัติศาสตร์
แก่ชาวสุวรรณโคมคำและชาวพุทธอีกด้วย .............ไม่เพียงแค่นั้นท่านยังค้นพบ
ศาสนสถานโบราณที่สมเด็จฯ ท่านเคยใช้ทำสังฆกรรม ฯลฯ
สายสุวรรณโคมคำเราอีกด้วย......นับว่าอุปสรรควุ่นวายที่ผ่านมากลับให้คุณยิ่งแก่
พระอาจารย์และชาวสุวรรณโคมคำสายขาวชนิดเขย่งก้าวกระโดดไปอีกหลายขั้น
ยิ่งนัก อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว....นับเป็นอานิสงส์อันยิ่งใหญ่แห่งจิตที่ตั้งมั่นใน
คุณธรรม และความเสียสละอันยิ่งยวด...รวมถึงการบำเพ็ญบารมีอย่างอุกฤษฎ์ของ
พระอาจารย์......ที่สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วนที่แสดงออกมาเป็นเครื่องพิสูจน์
บุญบารมีให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนเพื่อชาวสุวรรณโคมคำ...และสรรพชีวิต
ทั้งปวงอย่างน่าอัศจรรย์
============================================

ซึ่งปัจจุบันท่านได้ถ่ายทอดบอกสอนวิชชากันอยู่ในหมู่ผู้ที่
(
ครูบาอาจารย์เรียกว่า...)
“ คุณถึง ” ( เช่น มีความซื่อสัตย์จริงใจ มีคุณธรรม มีความเสียสละ ฯลฯ
= สัจจะ ศีล ธรรมะ ) และท่านก็กำลังเรียบเรียงจัดทำเป็น
โครงสร้างหลักสูตรฉบับปรับปรุงเตรียมเปิดสอนวิชชาให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตลอดสาย
ชนิดตั้งแต่เริ่มต้นปูพื้นฐานกันไปเลยสืบเนื่องต่อไปจนถึงยอดอย่างบริบูรณ์โดยไม่
ขาดสายในต้นปี 2556 ณ ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ
( พฤ. 28 ก.พ. 2556 ) ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 21 แล้ว...............
นับตั้งแต่ก่อตั้งชมรมฯขึ้นมาเมื่อปี 2547
============================================

ท่านผู้ใฝ่ใจในวิชชาและบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติบารมีทั้งหลาย..... ท่านจะไปฝากตัวเป็นศิษย์
ของพวกหลอกลวง  ใส่ความเท็จทำร้ายครูบาอาจารย์ของตนเอง   เพื่อแย่งชิงองค์กรด้วย
ความละโมบ ฯลฯ 
หรือจะมาฝากตัวเป็นศิษย์ของปฐมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิชชา  ทรงคุณธรรม ผู้ก่อตั้งองค์กร ฯลฯ 
ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและเมตตาเสียสละดี ก็ตรองดูเอาด้วยวิจารณญาณตามสมัครใจเถิด


ปฐมาจารย์1 หมายถึง อาจารย์คนแรกของสุวรรณโคมคำที่ค้นคว้าเรียบเรียง
สุวรรณโคมคำออกมาอย่างเป็นระบบระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนใช้ง่าย เข้าใจง่าย 
ได้ประโยชน์จริงและจัดตั้งองค์กรถ่ายทอดประสิทธิ์ บอกสอนสุวรรณโคมคำ
อย่างเป็นรูปธรรมและกว้างขวางในยุคปัจจุบัน


ติดตาม อ่านต่ิอ....>>>ทีหลัง ยังมี

ติดตาม อ่านต่ิอ....>>>ทีหลัง ยังมีอีก

 
ลิขสิทธิ์ © 2014 ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย