::   Home
ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ

บริจาค เงินสมทบเพื่อกิจกรรมในชมรมฯ

ดย โอนเงินเข้าบัญชี 215-2-21728-8 ไทยพาณิชย์

 

ชื่อบัญชี นส.อัญชลีวันท์ นิลสนธิ และนางณัฐชนัญ แก้วสุกลชัย

หรือบริจาคได้ที่ ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ ถนนนนทรี แขวงยานนาวา กทม.10120

โทร. 02-681-2524 (14:00 - 20:00น. หยุด จันทร์และศุกร์

 

 

 เตโชกสิณ กสิณไฟ

      กสิณไฟ เป็นกรรมฐานโดยใช้รูปเป็นอารมณ์ อันได้แก่ไฟเป็นอารมณ์ในการฝึก คนทั่วไปมักชอบที่เลือกที่จะเริ่มต้นด้วยกสิณไฟเป็นอันดับแรก ๆ อาจเป็นเพราะได้ยินกิตตศัพท์ของกสิณไฟมากกว่ากสิณอื่น ๆ และความมีอานุภาพของกสิณไฟนั่นเอง ไฟเป็นธาตุหนึ่งในธาตุสี่ (มหาภูตรูปสี่) ที่มีความเป็นธาตุเหมือนธาตุดินน้ำลมแต่ไฟเป็นพลังงานด้วย เมื่อเพ่งกสิณไฟแล้ว สิ่งที่ได้ จะที่ได้จะปรากฏชัดทั้งหลับตาและลืมตา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเริ่มต้นได้ดีด้วยกสิณกองนี้เหมือนกันทุกคน บางคนอยากฝึกกสิณไฟมาก พอได้ฝึกจริง ๆ แล้ว กลับขอไปฝึกกสิณดินเหมือนเดิม

      ทั้งนี้ เพราะกสิณไฟเป็นกองกสิณที่ทำให้เกิดทิพยจักษุด้วยกระทั้ง จึงเป็นเหมือนเสน่ห์ของกสิณไฟที่ทำให้ประชาชนชอบที่จะเข้ามาฝึกกสิณกองนี้ก่อน ซึ่งจากการปฏิบัติแล้ว กสิณหลายกองก็นำไปเกิดทิพยจักษุได้เช่นกัน

เริ่มต้น  ก่อนที่ท่านจะฝึกกสิณไฟหรือไม่ ท่านควรทราบก่อนว่า ท่านเหมาะสมกับกสิณกองนี้หรือไม่ ท่านอาจจะเช็คจริตที่ท่านเป็นจากศิษย์สุวรรณโคมคำก่อน พร้อมทั้งคำแนะนำว่า หากท่านต้องการจะฝึกกสิณไฟจริง ๆ แล้ว ท่านต้องกระทำการแก้ไขบางอย่างเพิ่มเติมเพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในการฝึกกสิณให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ อาศัยดวงชาตาของท่านทำให้ได้ทราบชัดว่าท่านมีจริตเช่นไร และนำให้ท่านได้ทราบกรรมฐานที่เหมาะสมกับตนเองได้ดียิ่งขึ้น

      การเพ่งกสิณไฟอาจจะใช้กองไฟเลยก็ได้ แต่เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน การเพ่งจากกองไฟจึงยากที่จะเป็นไปได้ ท่านอาจเริ่มต้นโดยใช้เทียนไขจุดไว้ตั้งห่างจากตัวพอประมาณ ทั้งนี้ เทียนไขก็อย่าให้เล็กเกินไป และอย่าเลือกเทียนไขที่มีกลิ่นหอม ในช่วงเวลาที่ฝึก อาจต้องปิดพัดลม เพื่อให้มองเห็นเปลวไฟได้ชัดเจน เพื่อให้ตาจับภาพของเปลวไฟที่ต้องการได้เหมาะกว่า

   

กสิณโทษ การมองเห็นไส้เทียนสีดำ ๆ เป็นกสิณโทษ หรือการได้นิมิตกสิณไฟเป็นสีแดง เขียว หรือดำนั้นเป็นกสิณโทษทั้งสิ้น ทั้งนี้ หากผู้ฝึกกสิณได้ภาพนิมิต ที่เป็นกสิณโทษ ควรละสายตาออกแล้วเพ่งเทียนใหม่  
นิมิตของกสิณไฟจะเป็นเปลวไฟ อาจเริ่มเป็นดวงขนาดเล็ก ๆ เป็นวงรี ภาพจะอยู่นานหน่อยสำหรับบางท่าน อาจเคยผ่านการฝึกฝนมาจากครั้งอดีตกาล ทำให้มารื้อฟื้นได้เร็ว บางท่านก็จะไม่เห็นดวงกสิณเลย เป็นสีดำมืดไปหมด

ให้ท่านทำการฝึกเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ทั้งคราวที่ท่านว่างจากกิจธุระ ให้จิตจดจ่ออยู่ที่ดวงเตโชกสิณไม่ว่าจะทำอะไร ทำให้เกิดอารมณ์ที่แน่วแน่มากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ อย่าได้หวังว่าจะสำเร็จเร็วนัก เพราะความอยากทำให้การปฏิบัติกรรมฐานช้าออกไปอีก ทางที่ดี ก็คือ ค่อยเป็นค่อยไป ได้ทำกรรมฐานก็ถือเป็นเรื่องดีสุดแล้ว

 

 

 

อาโปกสิณ กสิณน้ำ

กสิณน้ำ เป็นกรรมฐานที่มีทรงพลัง เพราะทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นมา มีธาตุน้ำเป็นตัวเกาะกุม ซึมซาบอยู่ทั่วไป บางท่านไม่สามรถฝึกกสิณดินได้ เมื่อมาเริ่มต้นที่กสิณน้ำ กลับน้ำตาไหลพรากอย่างไม่มีสาเหตุ โดยที่ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร แต่สิ่งทั้งหลายเกิดมาจากข้างในจิต ที่เป็นเหมือนนิมิตหมายว่าท่านน่าจะฝึกกสิณน้ำต่อไป

การเริ่มต้น ฝึกกสิณน้ำ ก็เพียงหาน้ำสะอาดมาใสภาชนะ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๑ นิ้วก้นลึกสักหน่อยจะดี ก่อนที่จะฝึกควรได้สัมผัสน้ำให้เข้าใจถึงสภาพของน้ำว่ามีคุณลักษณะเป็นอย่างไร ซึมซาบ นิ่ง เกาะกุม แล้วเริ่มต้นโดยการลืมตาเพ่งที่น้ำ แล้วหลับตา บ่อยครั้งตามที่ต้องการ เมื่อได้เห็นนิมิต อาจเป็นได้หลายอย่างของน้ำเช่นกัน บางทีก็เป็นน้ำที่หกหล่นอยู่ น้ำในบ่อ ในแก้วในขวด ก็มี 

 

 กสิณโทษ น้ำที่ถือเป็นกสิณโทษคือผิวหน้าของน้ำมีฝุ่นละอองหรือเศษใบไม้ ขี้ฝุ่นบอยอยู่บนผิวหน้าของน้ำ หรือน้ำมีสีเขียว เหลือง แดง ซึ่งจะหลายเป็นวรรณกสิณไปเสีย เหล่านี้ล้วยเป็นกสิณโทษทัง้สิ้น ท่านพึงระวังในข้อนี้ ทั้งนี้ น้ำต้องไม่ไหวกระเพื่อมอย่างแรงด้วย ไหลแรงเป็นน้ำตกหรือคลื่นซัดอย่างนี้ นำมาเป็นน้ำที่ฝึกกสิณไม่ได้

 

 

 

                                 วาโยกสิณ กสิณลม
         กสิณลม เป็นเริ่มต้นโดยใช้ลมเป็นอารมณ์กรรมฐาน หากแต่ว่า เรามองไม่เห็นลม เพียงแต่สัมผัสได้ว่ามีลมผ่านมา เราจึงกำหนดเอาว่า ใบไม้สีเขียวที่โดนลมพัด ไม่รวมต้นไม้ที่มีดอก เพราะจะทำให้จิตได้ฟุ้งไปกับสีของดอกไม้ต่อไปได้ เราจึงให้เริ่มจากการมองดูภาพไหวที่เกิดกับใบไม้เป็นอารมณ์ เมื่อมองภาพแล้วหลับตา หรือลืมตาก็ตาม ท่านให้บริกรรม คำว่า วาโยกสิณังไปด้วย

เริ่มต้น ท่านหาต้นไม้มาสักต้นหนึ่ง จะเล็กหรือใหญ่ก็ตามที่ตนถนัด วางไว้ในที่เหมาะสมที่ท่านจะนั่งกรรมฐานตรงที่นั้นได้ ท่านให้ดูใบไม้ที่ไหวไปมาแล้วจับมาเป็นอารมณ์ ท่านที่เคยได้ฝึกฝนมาแต่อดีตกาล ก็จะปฏิบัติได้ง่าย ทั้งนี้ การเดินทางผ่านต้นไม้ที่ไหนก็ตาม ท่านก็เก็บภาพใบไม้ที่ไหวนั้นมาเป็นอารมณ์กรรมฐานได้ เมื่อท่านอยู่ในสถานที่ที่จะปฏิบัติกรรมฐาน ท่านให้นึกถึงใบไม้ที่ไหว ๆ นั้นเอง ภาพนิมิตคราวแรกอาจไม่เป็นภาพใบไม้ที่ไหว อาจเป็นเศษกระดาษปลิวไปตามพื้น หรืออาจเห็นได้ด้วยตาเนื้อเลยก็ได้เมื่อจิตเป็นสมาธิได้ดี บางท่านอาจเกิดอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่ายสะบัดไป กายลอยขึ้น ให้พยายามรักษาอารมณ์ของกสิณลมไว้ให้ดี เรียกว่าเตรียมใจไว้ก่อน

กสิณโทษ ภาพนิมิตที่เป็นต้นไม้ ไม่มีการเคลื่อนไหวนับเป็นกสิณโทษ การเห็นภาพอื่นใด หรือกสิณกองอื่นที่โผล่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ไฟ หรือภาพพระ อะไรก็ตามให้ถือเป็นกสิณโทษ จิตท่านไปจับเข้าด้วยแล้วก็ทำลายกรรมฐานกสิณลมลงไป พึงระมัดระวัง

 

 

 

                            

ผู้ที่ฝึกจิตดีแล้ว ย่อมชนะทุกเรือง


    


ปฐวีกสิณ กสิณดิน

จิตของมนุษย์ ไม่มีพลังเพราะอวิชชาเข้ามาห่อหุ้ม เพราะตัวตัณหาอุปาทานเข้ามามีอำนาจทางจิตใจ หากมนุษย์ไม่รู้เท่าทันก็ไหลไปตามกิเลสที่ห่อหุ้มนั้น ยังให้เกิดความทุกข์ตลอดเวลา เมื่อเป็นชาวพุทธก็ควรที่จะเอาชนะความทุกข์ อย่าให้ความทุกข์มีพลังได้ เราควรที่จะควบคุมให้ทุกข์น้อยลง หรือหมดความทุกข์ไปโดยสิ้นเชิง จึงนับว่าได้สมควรแล้วที่ได้เกิดเป็นชาวพุทธ ทั้งนี้ เพื่อการเผยแพร่ความเข้าใจในเรืองกรรมฐานเบื้องต้น อันทำให้จิตมีกำลัง เหมือนมนุษย์ผู้มีกำลังดี ย่อมทำการงานได้มาก และบรรลุความสำเร็จของงาน หากจิตของท่านมีกำลังดี ท่านก็สามารถชนะทุกข์ทั้งปวงได้
     ขั้นตอนฝึกจิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางรากฐานไว้ 40 กองกรรมฐาน เพือให้มนุษย์ได้เลือกนำมาฝึกปฏิบัติตามความถนัดแห่งตน เพื่อจะได้เข้าถึงธรรมะในขั้นสูงต่อไป
   ปฐวีกสิณกรรมฐานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาแสดงไว้เพื่อให้เป็นทางเลือกในการปฏิบัติตนของท่านในการเดินทางเพิ่มพลังแก่จิตของตัวท่านเอง พึงติดตาม ตามควรแก่เวลาเถิด

ด้วยเหตุใดจึงเริ่มต้นด้วยกสิณดิน  

กสิณดินเป็นรากฐาน เป็นความมั่นคงของจิต เป็นความหนีกแน่น แข็งแรง ทำให้จิตแข็งแกร่งไปด้วยเพราะได้นำพื้นฐานของดินมาเป็นพื้นฐาน เมื่อจิตได้ฝึกกสิณดิน ก็แข็งแกร่งไม่หวั่นไหวง่าย มั่นคงที่จะประพฤติปฏิบัติดี อันเป็นเหตุให้สำเร็จกิจในพระพุทธศาสนาต่อไป   ทั้งนี้ กสิณเป็นของหยาบ ย่อมสัมผัสได้ง่าย

เริ่มต้น ท่านให้เริ่มจากดินสีอรุณ นำมาแผ่เป็นแผ่นขนาดได้ 1 คืบ กับ 4 นิ้วหรือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 11 นิ้ว ให้ท่านนำดวงปฐวีกสิณมาสัมผัส ก่อนเริ่มต้น เพื่อจิตจะได้เข้าใจว่า ดินมีสภาพอย่างไร แล้วค่อยเริ่มปฏิบัติ ท่านให้นั่งห่างจากดวงกสิณ เหยียดกำไปหรือเหยียดกำมา (แบบมือหรือกำมือ) เพ่งดวงปฐวีกสิณ แล้วหลับตา ภาพที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับดวงปฐวีกสิณทุกประการ หากแต่ท่านเริ่มต้น อาจไม่เห็นเป็นสีอรุณ ก็อย่าไดท้อใจว่าตนไม่มีบุญวาสนา การที่ภาพกสิณไปเกิดอาจเนื่องมาจาก ได้คาดหวังไว้ว่าจะได้จนเกินไป เป็นกิเลสเลยทำให้ไม่เห็นดวงปฐวีกสิณสักที ยิ่งอยากมากยิ่งไกลมาก จนบางคนเปลี่ยนไปฝึกกสิณกองอื่น ดวงปฐวีกสิณก็มาปรากฏให้เห็นแทน เป็นกสิณโทษไปซะอย่างนั้นเอง

 

กสิณโทษ หากท่านได้เพ่งดวปฐวีกสิณแล้วภาพนิมิตที่เกิดในจิตเป็นสีอื่น หรือเป็นน้ำ ลม ไฟ พระพุทธรูป เทพองค์บารมี เหล่านี้ล้วนเป็นกสิณโทษทั้งสิ้น ท่านลืมตามามองใหม่ แล้วหลับตา เมื่อใดที่ภาพของกสิณจะมาด้วยดวงเล็ก หรือบูดเบี้ยวน่าเกลียดท่านก็ถือว่าเข้าขั้นของอุคคหนิมิตแล้ว ควรพยายามต่อไป ต่อเนื่อง


๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖

ถาม: การที่กำหนดไว้ว่า เริ่มต้นด้วยกสิณดิน บางท่านอาจจะขัดข้องในจิตว่า ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น
ตอบ: ด้วยเรื่องกระแสธาตุแล้ว ดินมีคุณสมบัติกลบไฟให้ดับได้ ด้วยธาตุดินมีคุณสมบัติให้ไฟดับ
หากท่านได้ฝึกกสิณไฟแล้วมีความร้อนลุ่ม ไฟค้างจะไม่สบาย ขี้หงุดหงิด เป็นอาทิตย์เป็นเดือนก็ไม่หาย
ท่านควรใช้กสิณดิน กำหนดให้คุมธาตุไฟในกาย ไฟที่ร้อนอยู่ก็จะดับไป 

 
บทความ อื่นๆ ...
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 ถัดไป > สุดท้าย >>

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL
ลิขสิทธิ์ © 2014 ชมรมศิษย์สุวรรณโคมคำ. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย